“ด้วยรัก”

ภายใต้เงาของตึกปูน 3 ชั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งถูกซอยแบ่งเป็นห้องเล็กด้วยผ้าใบเก่าๆ

เอาไว้แค่พออยู่อาศัยไปวันๆ หากแต่เข้าไปข้างในจะพบว่ามีคนงานอยู่อาศัยนับสิบชีวิต

หากขึ้นไปที่ชั้นบนสุดจะเจอห้องอยู่หนึ่งห้องที่ดูพิเศษกว่าห้องอื่นๆ

เพราะถูกปิดด้วยประตูไม้ผุๆหนึ่งอันกับผนังห้องที่ดูมิดชิด ความจริงแล้วเจ้าของห้องนี้คือ

ครอบครัวของคุณวรรณวิษา กรส่งแก้ว(คุณทราย) แม่ของน้องกาญจนาภรณ์ หรือน้องแอฟ

ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมหมวกไต วัย 4 ปี ซึ่งผู้เป็นแม่ได้เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า

เหตุที่ครอบครัวเธอได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าใครๆว่า “ความพิเศษนี้ หนูไม่เคยอยากได้เลยค่ะ

ที่ได้มาเพราะเพื่อนร่วมตึกเห็นใจว่าตอนนั้นลูกหนูป่วยหนักมาก

เขาเลยร่วมแรงร่วมใจกันสร้างห้องนี้ให้น้องค่ะ”

 

ฝันร้ายที่สุดในชีวิตของ “คนเป็นแม่”

น้องแอฟเกิดมาด้วยร่างกายที่ดูครบ 32 ประการ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พ่อและแม่ของน้องเฝ้าภาวนา

มาตลอดในระยะเวลากว่า 9 เดือนที่อยู่ในครรภ์ แต่แล้วเมื่อตอนที่น้องแอฟมีอายุเกือบ 2 ขวบ

สิ่งที่เป็นเหมือนฝันร้ายที่สุดของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็เกิดขึ้น

คุณทรายเล่าให้ฟังว่า “วันนั้นอาบน้ำให้ลูกเหมือนปกติค่ะ แต่พอลูกยกแขน

ก็มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ปูดออกมาที่ซี่โครงซ้าย”สองสามีภรรยาเริ่มมีท่าทีวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งคู่พยายามปลอบใจกันว่าลูกคงไม่เป็นอะไร.. จนวันเวลาล่วงเลยผ่านไป

แต่อาการของน้องก็ยังไม่ดีขึ้น ซ้ำยังเหนื่อยง่ายและท้องอืดอยู่เป็นระยะ คุณทรายจึงตัดสินใจพาลูกมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลการตรวจทำให้เธอและสามีมืดแปดด้าน เพราะหลักฐานจากฟิลม์เอ็กซเรย์ยืนยันชัดเจนว่าลูกเธอกำลังป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต

ซ้ำร้ายยังต้องผ่าตัดไตข้างหนึ่งออกด้วยเนื่องจากเซลล์มะเร็งที่ดูเหมือนจะลุกลามไปเรื่อยๆ

 

เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด

สิ่งที่เป็นปัญหาที่คิดไม่ตกของครอบครัวเธอคือ เพียงลำพังค่าใช้จ่ายประจำวันของคนหาเช้ากินค่ำ

ก็แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง ยิ่งลูกมาป่วยหนักอย่างนี้ ทำให้ค่าใช้จ่ายของครอบครัวตกอยู่ที่

เดือนละเกือบสองหมื่นบาท ในขณะที่ทั้งครอบครัว มีรายได้รวมเพียงหมื่นกว่าบาทเท่านั้น

บ่อยครั้งที่คุณทรายรับยาและพร้อมจะพาลูกกลับบ้านแล้ว แต่พบว่าตัวเองไม่มีเงินค่ารถติดตัวสักบาท

เธอจำต้องยอมทนอุ้มน้องแอฟขึ้นรถเมล์ฟรีฝ่าควันพิษและอากาศที่ร้อนระอุ

และเกือบทุกครั้งที่ทุกสายตาบนรถจะจ้องมองมาที่แม่ลูกคู่นี้ด้วยความเวทนา ไม่ใช่เพราะอะไร

แต่เพราะมีหน้ากากปิดจมูกคาดซ้อนทับกันอยู่บนใบหน้าของน้องถึง 3 ชั้น นั่นเอง...

 

ความหวัง...จากปลายสาย

ความหวังครั้งใหม่กำลังส่องสว่างในใจของเธออีกครั้ง เมื่อได้ยินข่าวดีจากปลายสายที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

โทรมาแจ้งว่า...ลูกเธอจะได้เข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกในเร็ววันนี้ โดยน้องแอฟได้รับเลือกให้เป็นผู้ป่วยใน

โครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด นั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายนี้ที่ปกติจะสูงกว่า 1 ล้านบาท

มูลนิธิรามาธิบดีฯจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบให้นั่นเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษามากเท่าไร

แต่ก็ทำให้เธอก็มั่นใจมากพอว่า ลูกสุดที่รักของเธอจะได้ชีวิตใหม่คืนมา...อย่างแน่นอน

 

ชีวิตใหม่ของลูกน้อย...ไม่ใช่แค่ความฝัน

ต้นเดือนมีนาคม 2558 ชีวิตใหม่ของเด็กตัวน้อยๆกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง...น้องแอฟเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นเวลากว่า 1 เดือนที่เธอต้องนอนพักรักษาตัว

โดยได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด สุดท้ายครอบครัวกรส่งแก้ว

ก็สามารถพิสูจน์ชะตาชีวิตบทนี้ได้ เมื่อผลการรักษาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

“คงไม่มีความสุขใดในโลกยิ่งใหญ่ไปกว่า...การที่ดิฉันได้เห็นทุกคน

ในครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างนี้ ขอบคุณมูลนิธิรามาธิบดีฯค่ะ ” คุณทรายกล่าว